วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

4.3 มาอธิบายให้เห็นภาพกันเถอะ (ครั้งที่ 3)


手際の良い説明(第三回)

        กลับมาพบกันอีกครั้ง สวัสดีทุกคนครับ

        ครั้งนี้เราก็ยังอยู่ในเรื่องการอธิบายให้เห็นภาพเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนก็คือ เพราะในครั้งก่อน ก่อนที่จะแก้ไขผมได้อ่านของเพื่อน และก็ศึกษาตัวอย่างการบอกทางจากชีทที่อาจารย์แจกแล้วก็แก้ไขเองเลยครับ แต่ครั้งนี้ผมได้รับ Feedback จากอาจารย์แล้ว ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ครับ
        ต่อจากนี้ จะเป็นอันที่แก้จาก Feedback ครับ โดยผมจะไฮไลท์จุดที่แก้ไว้ แล้วก็ลิสต์ออกมาว่าทำไมถึงต้องแก้ เอาละ มาดูกันเลยดีกว่า


タイトル:チュラ大の文学部への道案内
 BTSチョンノンシー駅からチュラーロンコーン大学文学部BRKビルまでの道のりを説明します。手段は、BTSシーロム線、徒歩です。
 まず、BTSチョンノンシー駅は地下鉄の駅ではないため、階段やエスカレーターを昇ります。それから、販売機や窓口でサイアム駅の切符を買ってください。26バーツですが、販売機には硬貨しか入れないので、紙幣を入れないように注意してください。26と書いてあるボタンを押し、硬貨を入れ、カードを取るという順になります。お釣りを忘れないようにしましょう。改札口を通ったら、シーロン線のナショナルスタジアム駅行きの電車に乗りましょう。チョンノンシー、サラデーン、ラチャダムリ、サイアム駅の順に停まるので、三つ目のサイアム駅で下車してください。サイアム駅に到着する前に、「Next Station, Siam.」というアナウンサーの声が聞こえます。
 次に、6番出口を確認しましょう。下車したら、改札口がある段階まで階段を下ります。改札口を出ないで、「Exit⑥」という緑色の看板を探してください。それから、改札口を出て、6番出口の看板がある方を進みます。看板を通ると、目の前にアンリ・デュナン通りが見えます。その看板を背にして、そのまま歩くと、右側に最初の階段が見えます。スカイウォークで道路を渡らないで、その階段を下りてください。前方に進み、階段を下りると、道路が左側に見えます。
 続いて、アンリ・デュナン通りを左手に見ながら、真っ直ぐ進み、750メートルを歩いてください。(人がよく通っているので、走らない方がいいです。)チュラーロンコーン大学の入口に到着する前に、一つ目の歩道橋が見えます。(BTS近くのスカイウォークを除くと、その歩道橋は一つ目です。)その歩道橋のすぐ近くにサーティット・パトゥムワン中高等学校の校門があります。歩道橋を通過して(渡らないで)、もう少し歩くと、次の入口が見えます。それは、チュラーロンコーン大学の入口です。その入口の前に立ったら、アンリ・デュナン通りを背にして、前方に進んでください。右側にある最初の白い外壁のビルは文学部のMCSビルで、1階に食堂と「True Coffee」という喫茶店があります。MCSビルの左隣にもう一つの白い外壁のビルがあります。そこが文学部のBRKビルで、中央部に穴が開いたような形が見えます。そして、BRKビルに向かいましょう。


จะเห็นว่าผมไฮไลท์ข้อความไว้ นั่นคือจุดที่แก้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง ต่อไปนี้ผมจะแสดงความคิดเห็นจากจุดที่แก้ไปแล้ว โดยเรียงตาม ข้อความที่แก้ Feedback ความคิดเห็น ดังนี้

1) シーロンム
มาจากคำว่า "สีลม" ครับ เขียนผิดซะแล้ว T_T

1) 26バーツですが、販売機には硬貨しか入れないので、紙幣を入れないように注意してください。26と書いてあるボタンを押し、硬貨を入れ、カードを取るという順になります。お釣りを忘れないようにしましょう。
ตรงส่วนนี้อาจารย์ให้ Feedback ว่าหากบอกรายละเอียดข้อควรระวังการซื้อจะดีมาก เช่น ต้องใช้เหรียญเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่แตกต่างจากญี่ปุ่น และต้องกดปุ่มก่อน
จาก Feedback นี้ ผมจึงเพิ่มข้อควรระวังว่า ให้ใช้เหรียญเท่านั้น ห้ามใส่ธนบัตรนะ (เพิ่งรู้ว่าที่ญี่ปุ่นใช้ธนบัตรได้แหละครับ555) แล้วก็ที่ว่าต้องกดปุ่มก่อนน่าจะหมายถึงปุ่มราคา ผมก็แล้วเขียนว่าให้กดปุ่มที่มีเลข 26 แล้วก็บอกขั้นตอนเป็นลำดับว่า กดปุ่ม หยอดเหรียญ รับบัตร สุดท้ายก็อย่าลืมเงินทอนกันนะค้าบบบบบ

2) ナショナルスタジアム
มีคำอื่นไหม หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษจะเข้าใจง่ายกว่า
ผมเห็นด้วยครับว่าถ้าใช้ภาษาอังกฤษจะเข้าใจง่ายกว่า เพราะชาวต่างชาติที่มาก็จะเข้าใจว่ามันคือ National Stadium สำหรับคนญี่ปุ่นก็เลยถอดเสียงเป็น ナショナルスタジアム ครับ

3) 改札口がある段階まで階段を下ります
ลงบันได 2 ครั้งหรือเปล่า
ตอนแรกผมเขียนไปว่าลงบันใดไป 1 ครั้ง พอมาคิดอีกทีผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่ 2 ครั้งหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะแต่ละคนอาจจะนับการลงบันไดไม่เหมือนกันก็ได้ เลยเอาเป็นว่าลงไปชั้นที่มีเครื่องตรวจตัวละกัน เพราะผมมั่นใจว่าลงแน่ๆ ไม่ใช่ขึ้น แล้วก็ชั้นที่มีเครื่องตรวจตัวมีชั้นเดียวแน่นอน ลงไปถึงก็เห็นครับ

4) 看板を通ると、目の前にアンリ・デュナン通りが見えます。
ควรบอกชื่อก่อนค่อยบอกทาง
เห็นด้วยครับ ตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะบอกชื่อถนนอังรีดูนังตอนไหนดี เลยบอกตอนที่ลงบันไดสกายวอร์คเลย เพราะตอนนั้นตัวคนจะอยู่ใกล้ถนนที่สุดแล้ว แต่ว่าพอออกจากทางออกที่ 6 แล้วค่อยบอกชื่อดีกว่า เพราะว่าพอเดินออกมาก็เห็นถนนอังรีดูนังแล้ว แถมเราต้องบอกอีกว่าอย่าข้ามถนนนั้นนะ ลงบันไดแล้วจะเจอถนนอยู่ซ้ายมือนะ เป็นต้น ดังนั้น ควรบอกชื่อก่อนค่อยบอกทางครับ

5) BTSに近くのスカイウォーク

6) その歩道橋のすぐ近くにサーティット・パトゥムワン中高等学校の校門があります
อันนี้เป็นคำศัพท์ที่เพิ่งรู้เลยครับ ตรงนี้เป็น すぐ近くに ไม่ใช่ 最も近い

7) 通過して
通過して คำนี้ใช้มาก
ผมคำว่าใช้คำนี้ก็ดีครับ จะได้ใช้คำให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ใช้แต่ 通る อย่างเดียว

8) 左隣
左隣 ซ้ายหรือขวา บอกจะได้รู้
เห็นด้วยครับ เพราะว่าในเมื่อบอกผู้อ่านแล้วว่าหันหน้าไปทางไหน เราก็ควรบอกว่าตึกไหนอยู่ด้านไหนของตึกไหน ในกรณีนี้ผู้อ่านเข้ามาในรั้วจุฬาทางประตูที่ติดกับถนนอังรีดูนัง ซึ่งถัดจากประตูสาธิตปทุมวัน พอผู้อ่านหันหน้าไปทาง MCS แล้วก็จะเห็น BRK อยู่ทางซ้ายครับ

8) そこが
อันนี้เป็นความผิดพลาดทางไวยากรณ์ครับ ถ้าเราบรรยายลักษณะของอะไรบางอย่างในประโยคก่อนหน้าแล้ว ต้องการจะบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไรในประโยคที่ตามมา ก็ควรใช้ が มากกว่า は

        ผมได้แก้ไขวิธีบอกทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้คำแนะนำครับ แต่มันยังไม่จบเท่านี้ เพราะตอนนี้ผมยังไม่ดูเฉลยเลย

มาดูกันเลยดีกว่า


 BTSチョンノンシー駅からチュラーロンコーン大学文学部BRKビルまでの道のりを説明します。手段は、BTSシーロム線、徒歩です。

 まず、BTSチョンノンシー駅は地下鉄の駅ではないため、階段やエスカレーターを昇ります。それから、販売機や窓口でサイアム駅の切符を買ってください。26バーツです。改札口を通ったら、シーロン線のNational Stadium(国立競技場)駅行きの電車に乗りましょう。チョンノンシー、サラデーン、ラチャダムリ、サイアム駅の順に停まるので、三つ目のサイアム駅で下車してください。サイアム駅に到着する前に、「Next Station, Siam.」というアナウンサーの声が聞こえます。
 次に、電車を降りたら、進行方向後ろ側の階段から2階下り、6番出口を確認しましょう。改札口を出ないで、「Exit⑥」という緑色の看板を探してください。それから、改札口を出て、6番出口の看板がある方を進みます。看板を通ったら、スカイウォークを歩くと、アンリデュナン(Henri Dunant)という通りがありますが、その道路を反対側に渡る前の階段を下りてください。前方に進み、階段を下りると、道路が左側に見えます。
 続いて、アンリ・デュナン通りを左手に見ながら、真っ直ぐ進み、750メートルを歩いてください。(人がよく通っているので、走らない方がいいです。)チュラーロンコーン大学の入口に到着する前に、一つ目の歩道橋が見えます。(BTS近くのスカイウォークを除くと、その歩道橋は一つ目です。)その歩道橋のすぐ近くにSatit Patumwan学校の校門があります。歩道橋を通過して(渡らないで)、もう少し歩くと、次の入口が見えます。それは、チュラーロンコーン大学の入口です。その入口の前に立ったら、アンリ・デュナン通りを背にして、前方に進んでください。右側にある最初の白い外壁のビルは文学部のMCSビルで、1階に食堂と「True Coffee」という喫茶店があります。MCSビルの左隣にもう一つの白い外壁のビルがあります。そこが文学部のBRKビルで、中央部に穴が開いたような形が見えます。そして、BRKビルに向かいましょう。

        จะเห็นว่า ไฮไลท์สีชมพูคือจุดที่แก้แล้วเหมือนกับเฉลย และไฮไลต์สีฟ้าคือจุดที่ต่างกันครับ
1) เขียนอังกฤษก็ดีนะ
แม้จะเป็นการบอกทางแบบภาษาญี่ปุ่นก็ตาม แต่ส่วนที่เป็นชื่อเฉพาะนั้นควรเขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้บ้างก็ดี เท่าที่เห็นมี 3 แบบ ได้แก่ 1. อังกฤษล้วน คือ Satit Patumwan 2. อังกฤษ+นิยามคือ National Stadium(国立競技場)3. คะตะงะนะ+อังกฤษ คือ アンリデュナン(Henri Dunant)
2) 電車を降りたら、進行方向後ろ側の階段から2階下り、6番出口...
ตรงนี้บอกทิศทางละเอียดดี แล้วก็บอกด้วยว่าลงบันได 2 ขั้น พอลงไปแล้วก็จะเจอเครื่องตรวจตั๋วพอดีเลยครับ
3) スカイウォークを歩くと、アンリデュナン(Henri Dunant)という通りがありますが、その道路を反対側に渡る前の階段を下りて...
ตรงนี้คือบอกชื่อถนนก่อนค่อยบอกทาง จึงทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ ผมชอบตรงที่ว่า その道路を反対側に渡る前の階段 ก็คือบอกอย่างชัดเจนเลยว่าบันไดตรงไหน ถ้าเขียนแบบนี้ไม่หลงแน่นอนครับ

        เท่านี้ก็เขียนมายาวมากแล้ว สำหรับในครั้งนี้ก็จบเรื่องการอธิบายให้เห็นภาพแล้ว ขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตรงนี้นะครับ
        สำหรับครั้งหน้าจะเป็นเรื่องอะไรกัน ก็มาดูได้นะครับ See You Again คร้าบโผมมมม

4.2 มาอธิบายให้เห็นภาพกันเถอะ (ครั้งที่ 2)


手際の良い説明(第二回)

            ต่อจากครั้งที่ 1 ผมได้ลิสต์ไปแล้วว่าการอธิบายของผมมันมีข้อบกพร่องอยู่พอสมควร ผมก็เลยตั้งใจว่าแก้ไขดังนี้
1.   ควรมีชื่อหัวข้อสินะ
2.   นอกจากรูป ~ます และจะใส่ ~てください ก็ได้นี่นา แล้วผมก็ยังได้เรียนรู้คำลงท้ายอีอย่างที่ใช้ได้ นั่นก็คือ ~ましょう
3.   บอกสิ่งที่เห็น เช่น ตอนที่บอกว่าให้หาทางออกที่ 6 ก็บอกด้วยว่ามันมีป้ายสีเขียวๆ อยู่นะ แล้วก็บอกสิ่งที่ได้ยิน เช่น ตอนอยู่ในรถไฟฟ้าก็จะได้ยินเสียงประกาศชื่อสถานี
4.   บอกลักษณะของที่หมายอย่างละเอียด ในที่นี้ผมบอกว่าตึก BRK กับ MCS มีลักษณะอย่างไรบ้าง
5.   บอกข้อควรระวัง เช่น ประตูทางเข้าตรงถนนอังรีดูนังก่อนที่จะเข้าคณะอักษรน่ะ มันมีประตูโรงเรียนสาธิตปทุมวันอยู่ ไม่อยากให้เข้าผิดประตูเลย
6.   ก่อนที่จะบอกให้เลี้ยวไปทางไหนก็ต้องบอกทิศทางด้วย ในที่นี้คำที่ใช้บ่อยคือ ○○を背にして、… เป็นการบอกว่าให้หันหลังให้กับอะไร เท่านี้ก็จะรู้แล้วว่าตอนนี้กำลังหันหน้าไปทางไหนอยู่ พอเป็นแบบนี้แล้วก็จะบอกทิศทางซ้ายขวาได้อย่างถูกต้อง (อันนี้ถ้าจำไม่ผิด เรียมาจากวิชา conver เทอมก่อนๆ ครับ จะมีอยู่คาบนึงที่เรียนการบอกทางอยู่) หรือถ้าไม่หันหลังแล้วจะหันซ้ายหันขวาให้สิ่งไหน ก็บอกว่า ○○を左手/右手に見ながら、… ก็ได้

เอาละ ถ้าใช้วิธีพวกนี้ละก็มันจะเป็นยังไง
タイトル:チュラ大の文学部への道案内
 BTSチョンノンシー駅からチュラーロンコーン大学文学部BRKビルまでの道のりを説明します。手段は、BTSシーロン線、徒歩です。
 まず、BTSチョンノンシー駅は地下鉄の駅ではないため、階段やエスカレーターを昇ります。それから、販売機や窓口でサイアム駅の切符を買ってください。26バーツです。改札口を通ったら、シーロン線の国家スタジアム駅行きの電車に乗りましょう。チョンノンシー、サラデーン、ラチャダムリ、サイアム駅の順に停まるので、三つ目のサイアム駅で下車してください。サイアム駅に到着する前に、「Next Station, Siam.」というアナウンサーの声が聞こえます。
 次に、6番出口を確認しましょう。下車したら、階段を1階下り、改札口を出ないで、「Exit⑥」という緑色の看板を探してください。それから、改札口を出て、6番出口の看板がある方を進みます。看板を通ったら、それを背にして、そのまま歩くと、右側に最初の階段が見えます。スカイウォークで道路を渡らないで、その階段を下りてください。前方に進み、階段を下りると、道路が左側に見えます。その道路の名前はアンリ・デュナン通りです。
 続いて、アンリ・デュナン通りを左手に見ながら、真っ直ぐ進み、750メートルを歩いてください。(人がよく通っているので、走らない方がいいです。)チュラーロンコーン大学の入口に到着する前に、一つ目の歩道橋が見えます。(BTSに近くスカイウォークを除くと、その歩道橋は一つ目です。)その歩道橋に最も近い入口はサーティット・パトゥムワン中高等学校の校門です。歩道橋を通り(渡らないで)、もう少し歩くと、次の入口が見えます。それは、チュラーロンコーン大学の入口です。その入口の前に立ったら、アンリ・デュナン通りを背にして、前方に進んでください。右側にある最初の白い外壁のビルは文学部のMCSビルで、1階に食堂と「True Coffee」という喫茶店があります。MCSビルの隣にもう一つの白い外壁のビルがあります。そこは文学部のBRKビルで、中央部に穴が開いたような形が見えます。そして、BRKビルに向かいましょう。

        ในครั้งนี้จุดที่ผมเห็นว่ามีปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องวิธีการบรรยาย แต่เป็นเรื่องไวยากรณ์ แล้วก็เรื่องการใช้คำ ซึ่งในการแก้ครั้งต่อไปผมจะแก้ตาม Feedback ที่อาจารย์ส่งให้ทางเมล์แล้วค่อยดูเฉลยครับ
        สำหรับคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณมากนะครับ ไว้เจอกันคราวหน้านะ

4.1 มาอธิบายให้เห็นภาพกันเถอะ (ครั้งที่ 1)


手際の良い説明(第一回)

        รู้สึกเหมือนพักนี้จะไม่ได้อัพบล็อกนานแล้ว สวัสดีครับทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของผมนะครับ
        สองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เรียนเรื่องการอธิบายให้เห็นภาพ (手際の良い説明) การบ้านที่ผมได้รับก็คือการบอกทางจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีไปยังอาคารบรมราชกุมารี (BRK) คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ
        การอธิบายแบบนี้ต้องทำให้ผู้อ่านเห็นภาพครับ ก็คือตอนเราเขียน เราจะต้องสมมุติไปด้วยว่าเราเป็นผู้อ่านที่ไม่รู้จักเส้นทางนี้มาก่อน เราจะทำยังไงเพื่อให้ผู้อ่านไปถึงจุดหมายได้ โดยที่ไม่หลงทางเลย

        เอาละ สำหรับครั้งที่ 1 มาดูกันเลยครับว่าผมเขียนอะไรไปบ้าง
 BTSチョンノンシ駅からチュラーロンコーン大学文学部BRKビルへの案内です。まず、階段やエスカレーターでBTSチョンノンシ駅に上がります。駅に着くと、販売機や窓口でサイアム駅の切符を買います。26バーツです。それから、改札口を通って、シーロン線の国家スタジアム行きの電車に乗ります。サイアム駅に着くと、電車を降ります。次に、6番の出口を確認します。その出口を見つけたら、改札口を出て、その出口に向かって歩きます。歩きながら、道路に近い階段を見つけると、その階段を降ります。その道路はアンリ・デュナン通りです。階段から降りると、その道路に沿った歩道で750メートルをまっすぐ行きます。そして、チュラーロンコーン大学の入口を見つけると、右に曲がります。入口を通ったら、文学部の2つのビルが見えます。左側はBRKビルで、右側はMCSビルです。最後に、BRKビルに向かって行きます。

        โอเค มาดูกันว่าตรงไหนมีปัญหาอะไรบ้าง
1.   คำลงท้ายประโยคมีแต่ ~ます ไม่มีความหลาหลายเลย เพราะผมคิดมากไปเองว่าถ้าหากใช้ ~てください มันจะดูเป็นคำสั่ง แล้วคนอ่านจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า (ทำไมตอนนั้นคิดแบบนั้นกันนะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ให้ตายสิ)
2.   บอกทิศทางซ้ายขวาโดยที่ไม่ได้บอกว่าก่อนหน้านี้ต้องหันหน้าไปทางไหน (ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ อ่านแล้วงง หลงแน่นอน ชักจะไม่เข้าท่าซะแล้วสิเนี่ย)
3.   บอกทางแบบเป็นเส้นตรง คือแค่บอกว่าทำอะไรแล้วต้องทำอะไรต่อ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้บอกว่าต้องระวังตรงจุดไหนบ้างเพื่อไม่ให้หลงทาง (โถ่เอ้ย ทำไมทำแบบนี้กันนะ ไม่ไหวๆ)
4.   ลักษณะของสิ่งก่อสร้าง เช่น MCS กับ BRK ยังบอกไม่ชัดเจน (อันนี้สิสำคัญ เพราะยิ่งเป็นจุดหมายปลายทางก็ยิ่งต้องบอกให้ละเอียดสินะ อย่างงี้นี่เอง)
5.   ควรอธิบายให้ละเอียดยิ่งขึ้นว่าพอไปตามทางที่บอกแล้ว จะเห็นอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นจุดสังเกตที่จำทำให้แน่ใจว่าไปถูกทางแล้ว (อืมๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทำดีมากเลยนะตัวฉัน)

โดยภาพรวมก็มีประมาณนี้นะครับ ผมจะนำข้อผิดพลาดที่ผมลิสต์มาไปปรับปรุงในการเขียนบอกทางครั้งที่ 2 และ 3 ครับ
ทั้งนี้ ผมจะอัพครั้งที่ 1 ไปก่อน เพื่อที่จะแจ้งให้รู้ว่าผมยังไม่หยุดเขียนบล็อก (เพราะรู้สึกว่าหายไปนานเหลือเกิน555) เดี๋ยวครั้งต่อไปๆ จะตามมาทีหลังครับ (เพราะว่ากำลังปั่นอยู่เลย555) ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะครับ บ๊ายบายยยยยย

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

3. ภาษาพูดภาษาเขียน

話し言葉と書き言葉

     สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกนะครับ วันนี้ผมจะมานำเสนอเรื่องภาษาพูดและภาษาเขียนครับ วันนี้จะเป็นบทความสั้นๆ นะครับ ไปอ่านกันเถอะ

      ภาษาพูดกับภาษาเขียนต่างกันยังไง ก็ตามชื่อเลย ภาษาพูดใช้ตอนพูด ภาษาเขียนใช้ตอนเขียนไงล่าาา

     แต่คำอธิบายแบบนั้นยังไม่ดีพอ สิ่งที่ผมได้รู้เพิ่มตอนเรียนในคาบก็คือ ความเป็นลำดับขั้น (段階性)ของภาษาพูดแล้วภาษาเขียนนั่นเอง

     กล่าวคือ จะตัดสินคำคำหนึ่งเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนไม่ได้ แต่บอกได้ว่ามีความเป็นภาษาพูดมากหรือน้อยกว่าอีกคำ หรือบอกว่ามีความเป็นภาษาเขียนมากหรือน้อยกว่าอีกคำก็ได้

     ตัวอย่างเช่นคำว่ามากในภาษาญี่ปุ่น เรียงจากคำที่มีความเป็นภาษาพูดมากสุดไปสู่คำที่มีความเป็นภาษาเขียนมากสุดได้ว่า
いろいろな(いろんな)→様々な→多様な→多岐にわたる
คำที่มีความเป็นภาษาพูดมากที่สุดคือ いろいろな ส่วนคำที่มีความเป็นภาษาเขียนมากที่สุดคือ 多岐にわたる ครับ 

     ส่วนคำว่ามากในภาษาไทย เราก็จะรู้กันดีว่า คำว่า เยอะแยะ มีความเป็นภาษาพูดมากกว่าคำว่า มากมาย ใช่มั้ยครับ วันนี้ผมก็เลยค้นหาคำที่มีความหมายว่า มาก จากหนังสือ คลังคำ มาให้ดูกัน


     มีเยอะขนาดนี้คงจะแยกไม่ออกสิว่า อันไหนเขียนหรือพูด ผมคิดว่าคำที่มีความเป็นภาษาพูดมาก ก็น่าจะเป็นคำที่ดูยาวๆ เยิ่นเย้อ เช่น มากมายก่ายกอง เยอะเแยะตาแป๊ะไก่ เพราะผมคิดว่าภาษาเขียนจะต้องกระชับ คำที่มีความเป็นภาษาพูดมากที่สุดคือคำว่า อื้อซ่า เพราะพจนานุกรมระบุไว้ว่าเป็นภาษาปากอย่างชัดเจน กล่าวคือใช้แค่ตอนพูดเท่านั้น ส่วนคำที่มีควาามเป็นภาษาเขียนมากที่สุดคือคำว่า มูนมอง เพราะพจนานุกรมระบุไว้ว่าเป็นภาษาเขียนอย่างชัดเจนครับ แต่คำนี้ผมไม่เคยได้เห็นได้ยินมาก่อนเลย และอีกหลายๆ คำก็เพิ่งเคยเจอครับ 55555

     แต่ผมคิดว่าภาษาพูดภาษาเขียนไม่ได้ดูกันแค่เรื่องศัพท์ครับ อาจจะดูเรื่องการออกเสียงด้วย ในภาษาญี่ปุ่นก็มีการกร่อนเสียงหรือรวบเสียงอยู่ใช่มั้ยครับ อย่างเช่นคำว่า わからない อาจจะพูดว่า わかんない หรือ わからん ได้ แต่คำที่ถูกกร่อนทั้งสองแบบนี้มักพบเห็นได้เยอะในภาษาพูดใช่มั้ยล่ะครับ ในภาษาเขียนไม่ใช้แบบนี้กันเลย
     ภาษาไทยก็มีเรื่องการกร่อนเสียงรวบเสียงเหมือนกันครับ เช่น อย่างไร กับ ยังไง สองคำนี้ต้องแยกใช้นะครับ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ผมแปลนิยาย ถ้าเป็นบทบรรยายของ Narrator จะใช้คำว่า อย่างไร ถ้าเป็นบทพูดที่กำกับด้วยเคื่องหมายอัญประกาศ จะไช้คำว่า ยังไง แหละครับ นอกจากนี้ ก็มีอีกคำำหนึ่งที่เราทักใช้บ่อย เช่น คำว่า เค้า ที่เป็นสรรพนามน่ะครับ คำนี้ก็เป็นคำที่ใช้แค่ตอนพูดไม่ใช้ตอนเขียนเช่นกัน

     ขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

2. SLA คืออะไร

     วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง SLA ซึ่งย่อมาจาก Second Language Acquisition ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 第二言語習得
     ในบทความที่ 1 เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าภาษาศาสตร์เปรียบต่างแล้ว มันมีชื่อเรียกว่า Contrastive Analysis หรือ CA  ศาสตร์นี้ศึกษาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการเรียนภาษาที่สองใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งข้อผิดพลาดอาจเกิดจากความเคยชินในการใช้ภาษาแม่ก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องเปรียบเทียบภาษาแม่กับภาษาที่สองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลากดังกล่าว
     ต่อมาจึงมีคนเสนอแนวคิดว่าแทนนที่จะป้องกันข้อผิดพลาด เรามาดูสิ่งที่ผู้เรียนใช้กันผิดๆ ดีกว่า จึงเกิดเป็นศาสตร์ Error Analysis แต่มีปัญหาคือผู้เรียนมักหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด และเลือกใช้สำนวนที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ การศึกษาข้อถูกของผู้เรียนจึงสำคัญด้วย
     นอกจากการศึกษาข้อผิดข้อถูกแล้ว SLA ได้เกิดขึ้นโดยเน้นไปที่การศึกษาภาษาระหว่างกลาง (Interlanguage : 中間言語)
     ภาษาระหว่างกลางไม่ใช่ทั้งภาษาแม่ (L1) และภาษาที่สอง (L2) แต่เป็นภาษาของผู้เรียน L2 ในขั้นที่ยังไม่พัฒนาเป็น L2 กล่าวคือยังใช้ความคุ้นเคยจาก L1 มาใช้ในการเรียน L2 อยู่นั่นเอง

     แล้วก็มีบุคคลหนึ่งที่จะแนะนำให้รู้จักครับ ก็คือ Noam Chomsky นั่นเอง นี่คือภาพจาก Wikipedia
(ชื่อจำยากครับ อย่าเขียนเป็น Chom Noamsky นะ ผมเอาไปเสิร์ชในอากู๋มาแล้ว งงเลย55555)
     เดิมทีมีคนเชื่อว่ามนุษย์จะเรียนรู้ภาษาได้ด้วยการได้รับ input ก่อนครับ เหมือนกับเด็กที่เปรียบเป็นผ้าขาวแล้วโดนย้อมสีนั่นแหละ แต่ Noam Chomsky เขาได้เสนอทฤษฎี Universal Grammar เหมือนกับว่ามนุษย์มีสิ่งที่คล้ายๆ โปรแกรมเรียนรู้ภาษาอยู่ในสมองอยู่แล้วครับ เพราะว่าเราสามารถผลิตคำใหม่ขึ้นมาได้ ถึงแม้เราจะไม่เคยได้ยินคำนั้นเลยก็ตาม อย่างเช่นถึงแม้พ่อแม่ไม่เคยสอนคำหยาบให้เด็กเลย เด็กก็อาจจะพูดคำหยาบขึ้นมาเองก็เป็นได้ เพราะว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ภาษา หรือ Competency ติดตัวมาแต่กำเนิดอยู่แล้วนั่นเอง
     อาจมองได้ว่า ทฤษฎีนี้มีส่วนสำคัญในการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้ครับ ผมคิดว่าถ้าเราศึกษากลไกการทำงานของสมองในด้านการเรียนรู้ภาษาแล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดวิธีการเรียนรู้ภาษาที่สองที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามีการศึกษาในด้านนี้หรือยัง หรือว่าศึกษากันไปถึงขั้นไหนแล้ว ใครรู้ก็คอมเม้นต์มาบอกได้นะครับ

     จะว่าไปเมื่อวานเป็นวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ผมไปสอบข้อเขียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นครับ มีบทอ่านหนึ่งน่าสนใจมาก เป็นบทอ่านเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษานี่แหละครับ เขาบอกว่ามนุษย์จะเข้าใจความหมายของคำศัพท์คำหนึ่งได้ด้วยการลำดับเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ในความทรงจำครับ มีตัวอย่างที่วา่คนญี่ปุ่นเมื่อเกิดมาได้ยินคำว่า やわらかい ตอนเป็นเด็กเล็กถึงแม้จะได้ยินมา แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายหรอก พอได้ยินผู้ใหญ่พูดในหลายๆ สถานการณ์ เช่น คนนั้นให้ความรู้สึก やわらかい ขลุ่ยนี้มีเสียง やわらかい และแสงแดด やわらかい พอได้ยินแล้วสมองก็จะประมวลผลแต่ละเหตุการณ์ในความทรงจำครับ แล้วก็เข้าใจความหมายจนถึงขั้นแยกว่าแต่ละบริบท คำว่า やわらかい มีความหมายต่างกันอย่างไร ในทางกลับคนญี่ปุ่นที่เรียนภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะอ่านจากหนังสือเรียน และเปิดพจนานุกรมมาด้วย ก็ยังเข้าใจความหมายของคำศัพท์คำหนึ่งได้ไม่ดีพอ นั่นเป็นเพราะยังมีความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับคำศัพท์คำนั้นไม่มากพอครับ
     จากบทอ่านนี้ ผมได้เรียนรู้ว่าสอมงของคนเรามีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาอยู่ บทอ่านนี้ได้ยกตัวอย่างที่สัมพันธ์กับทฤษฎีนั้นครับ แล้วผมก็ตระหนักได้ว่าในการเรียนภาษาที่สองนั้น สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เป็นสิ่งจำเป็นครับ สภาพแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาที่สองรอบตัวทำให้เราเกิดการสั่งสมความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้นๆ ทำให้สมองเกิดการประมวลผลให้เราเกิดความเข้าในคำศัพท์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
     สำหรับคนที่งงว่าบทอ่านนั้นเป็นยังไง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาบทอ่านที่เหมือนกับกับที่อยู่ในข้อสอบเป๊ะๆ ได้จากไหน แต่ผมก็เจอลิงก์ที่มีการยกตัวอย่างเกี่ยวกับคำว่า やわらかい เหมือนในข้อสอบเลยครับ เชิญอ่านได้ตามลิงก์นี้ครับ
http://subaru-ss.jp/wp-content/uploads/2016/03/%E5%B8%8C%E6%9C%9B%E3%83%B6%E4%B8%98_%E5%95%8F%E9%A1%8C.pdf
https://cds190.exblog.jp/3408644/

     เอาละ ผมขอจบการเขียนบล็อกนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณสำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

1. เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว

自己紹介から始まる。

        สวัสดีครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเริ่มเขียนบล็อก เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวิชาภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นประยุกต์ไงล่ะ ในบทความนี้จะเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว ตามด้วยสิ่งที่ได้จากการเรียนวิชาภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ครับ ก่อนอื่นเลยก็ขอยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของผมนะครับ

1.1. ขอแนะนำตัวก่อนนะ

        ผมชื่อกิตติพิชญ์ ตามที่เห็นในหน้าแรกของบล็อกนี้แหละครับ ผมเขียนด้วยตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นว่า キッティピット ส่วนชื่อเล่นก็คืออั้นนะครับ ผมไม่ค่อยถนัดการเขียนบล็อกเลยนะ ก่อนที่จะมาเขียนนี่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร แต่วันนี้พอมีไอเดียอยู่บ้าง ก็เลยลองเขียนดูครับ ผมหวังว่าผมจะเขียนบล็อกให้ชำนาญขึ้น หลังจากที่เรียนวิชาภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นประยุกต์ไปจนถึงตอนปลายเทอมครับ แล้วผมก็หวังว่าจะนำทักษะนี้ไปใช้ประกอบอาชีพได้ในอนาคต ถ้าจะพูดถึงเรื่องอาชีพในอนาคตแล้วเนี่ย ผมอยากเป็นนักแปลครับ ตอนนี้กำลังเก็บสะสมประสบการณ์การแปลด้วยการแปลไลท์โนเวลของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งอยู่ครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ในเทอมนี้นอกจากจะมีรายงานกับการบ้านวิชาต่าง ๆ แล้ว ก็มีงานแปลเพิ่มมาอีกด้วย แล้วยังต้องเตรียมตัวสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วยสิ อย่างไรก็ตาม งานต่าง ๆ ที่มีในเทอมนี้เป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้สักอย่าง ผมอยากจะพยายามเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดครับ

1.2. การเรียนในสัปดาห์นี้

ภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นประยุกต์คืออะไร
        หากสงสัยว่าภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นประยุกต์คืออะไรนั้น ในคาบเรียนของสัปดาห์นี้มีคำตอบอยู่ หากจะเอาความหมายตามที่เขียนอยู่ในเอกสารประกอบ ก็คือ ศาสตร์ที่ค้นคว้าทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงประจักษ์เกี่ยวกับโจทย์ปัญหาของมนุษย์ในประเด็นหลัก ก่อนที่จะได้เรียนผมเข้าใจว่า ภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นประยุกต์ ก็คือการนำเอาทฤษฎีภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ แต่สิ่งสำคัญคือจะประยุกต์ใช้อย่างไร ในการเรียนการสอนนี้ผมได้เรียนรู้ว่า ที่สำคัญคือต้องตอบโจทย์มนุษย์ให้ได้ การประยุกต์ในทีนี้ก็จำเป็นต้องรับรู้ว่ามนุษย์มีปัญหาในด้านภาษาอย่างไร แล้วค่อยแก้ปัญหาในจุดนั้น
        เช่น ภาษาศาสตร์เปรียบต่าง คือการเทียบระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาแม่ เพื่อให้รับรู้ความแตกต่างของภาษา เหตุใดจึงต้องรับรู้สิ่งนี้ล่ะ เพราะว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะนำความเคยชินในตอนที่ใช้ภาษาแม่ไปใช้กับอีกภาษาหนึ่งได้ ซึ่งส่วนมากจะทำให้ผิดหลักภาษาของอีกภาษาหนึ่งได้ ผู้ที่จะเรียนภาษาจึงต้องรับรู้ความแตกต่างไว้ เพื่อไม่ให้นำความเคยชินในภาษาแม่ไปปรับใช้กับภาษาอื่น

การแนะนำตัวที่น่าสนใจเป็นอย่างไร
        ต่อจากนี้ก็จะเกี่ยวกับกิจจกรรมในห้อง กิจกรรมที่เด่น ๆ ของสัปดาห์นี้คือ การแนะนำตัวอย่างไรให้มีเอกลักลักษณ์เฉพาะตัว โดยแบ่งเป็นสองแบบคือ การแนะนำตัวเพื่อพบกัน และการแนะนำตัวเพื่อสมัครงาน ตอนแรกผมเข้าใจว่าการแนะนำตัวคือการบอกชื่อตนเอง แล้วบอกข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอง แต่แบบนั้นมันดูจำเจไปใช่ไหมครับ สิ่งที่ได้เรียนจากวันนี้ก็คือการแนะนำตัวที่น่าสนใจ และดึงดูด ผมได้เรียนรู้การแนะนำตัว และเทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะการสร้างเรื่องราว หรือที่เรียกว่า Episode นั่นแหละครับ วิธีการนี้จะทำให้คนอื่นจดจำเราได้ดียิ่งขึ้น เพราะการมีเรื่องราวสอดแทรกอยู่ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังจินตนาารเรื่องราวในหัวตามไปด้วยสินะครับ คิดว่างั้นนะ
        ยิ่งไปกว่านั้นถ้าจะทำให้ดีขึ้นไปอีกก็ต้องเล่าเรื่องที่เราคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคนฟังหรือคนอ่าน จากตัวอย่างที่เรียนมาก็มีคนที่เล่าประมาณว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูป ถ้าอยากได้รูปหน้าตรงล่ะก็ให้เขาวาดให้ก็ได้ ผู้ฟังหรือผู้อ่านก็อาจจะรู้สึกว่าอยากให้เขาวาดรูปให้จังเลยนะ แต่ว่าอย่าอวดตัวจนเกินไปล่ะ เขาไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าเขาวาดรูปเก่ง เพราะอาจจะมีคนไม่ชอบอะไรแบบนี้ก็ได้ เขาเขียนว่า เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบ แล้วก็ชอบไปวาดรูปในสถานที่ต่าง ๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าเขามีประการณ์และทักษะในการว่าดรูปสูง
        นอกจากนี้การแนะนำเพื่อสมัครงาน ก็ต้องแสดงตนให้เห็นว่าสามารถทำงานได้ เช่นสำหรับการสมัครงานในบริษัทที่ต้องแสดงตนให้เห็นว่าสามารถทำงานเป็นทีมได้ อาจจะเล่าเกี่ยวกับทัศนคติของตนว่าการทำงานเป็นทีมคืออะไร หรือจะเล่าถึงความผิดพลาดในอดีตแล้วแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้อย่างไร หรือจะเล่าว่าเราเคยทำงานอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์มาก สามารถนำไปเป็นแนวทางเขียนใบสมัครงานได้ด้วย
        จากเทคนิคดังกล่าว ผมก็เริ่มเขียนแนะนำตัวเองบ้าง และคิดว่าต่อจากนี้จะจดจำประสบการณ์ทำงานที่สำคัญ ๆ ของตนเอง เพื่อเอาไปเป็นวัตถุดิบในการเขียนสมัครงานในภายภาคหน้าครับ
        อันนี้เป็นการแนะนำตัวที่ผมลองเขียนเพื่อที่จะส่งเป็นการบ้านครับ ตามภาพเลยครับ


        ในสัปดาห์นี้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเลยครับ นอกจากนี้ผมก็ได้เรียนเรื่องภาษาพูดกับภาษาเขียนอีกด้วย แต่ผมคิดว่าผมเขียนบล็อกมายาวแล้ว เรื่องนั้นอาจจะต้องแยกมาเขียนเป็นอีกบทความหนึ่งครับ ส่วนจะได้เขียนเรื่องนั้นหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ว่าผมจะสะดวกหรือเปล่า 55555
        สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าบทความนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ หากมีความคิดเห็นหรือคำถามอะไรก็มาคอมเม้นต์ได้ทุกเมื่อเลยนะครับ
        ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ :)

10. บทสรุป

     สวัสดีครับ ตอนที่ผมกำลังเขียนบล็อกอยู่นี้ก็ตอนตีหนึ่งกว่าๆ แล้ว อยากจะบอกไว้ในที่นี้ว่า บล็อกนี้เป็นบล็อกสุดท้ายแล้วนะครับ ผมจะมาสรุปเก...